• แอดมินแก้ว

Nothing Phone 1 | ทำให้เสร็จแบบนี้ก่อนขาย ก็จบแล้ว

สวัสดีครับทุกคน กลับมาเจอกันอีกแล้ว วันนี้แก้วอยู่กับ Smartphone แบรนด์น้องใหม่ ที่ทั้งน่าจับตามอง และก็น่าหยุมหัว ในเวลาเดียวกัน นั่นก็คือ Nothing Phone นั่นเองครับ เป็นแบรนด์ที่ ผู้ร่วมก่อตั้งเก่าของ OnePlus ได้ออกมาพัฒนาด้วยตัวเอง วันนี้เราจะมาดูกันว่า หลังจากใช้งาน Long term เกิน 1 เดือน สิ่งที่คนบ่น ๆ กันมันดีขึ้นไหม มีจุดไหนที่จะซื้อใจลูกค้าได้บ้าง ไปดูรีวิวกันครับ

SPECIFICATION
  • CPU : Snapdragon 778G+

  • RAM 12GB | 256GB

  • Display : 6.55-inch AMOLED | FHD+ | 120Hz

  • Operation system : Nothing OS 1.1.3 | Android 12

  • Stereo Speaker

  • Bluetooth 5.2 | USB Type-C 2.0 OTG | Wifi6

  • Battery 4,500mAh | 33W Fast Charge | 15W Wireless Charge

DESIGN : การออกแบบ

สำหรับการออกแบบของ Nothing Phone 1 คือ จุดเด่นที่สุดจุดหนึ่ง ในสมาร์ทโฟนเครื่องนี้เลย Design ที่ฉีก และแปลกตา แต่ดูสวย และลงตัวไม่น้อย ทำให้ตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัวออกมาสู่สายตาทุกคนก็ทำเอาฮือฮากันไม่น้อย

วัสดุที่เลือกมาใช้ก็ค่อนข้าง Premium เกินราคาของมันมาก ๆ Frame เครื่องเป็นโลหะแบบ Flat มีความหนา และการขัดแต่งที่สวยงาม Smooth เวลาสัมผัส พร้อมกับความรู้สึกที่แข็งแรงแน่นหนาเวลาจับถือ ให้ความรู้สึกว่าไม่เหมือนจับ Smartphone ระดับกลาง

ฝาหลังใช้เป็นกระจก Corning Gorilla Glass 5 เหมือนกับหน้าจอ ที่ให้ความสวยงาม และแข็งแรงทนทาน ส่วนของฝาหลังงาน Design เป็นแบบ See Through ให้เห็นรายละเอียดภายในตัวบอดี้ ที่มีการจัดวางส่วนต่าง ๆ มาได้สวยงาม

แต่จุดเด่นของฝาหลัง มันไม่ใช่แค่ See Through ครับ มันคือ Glyph Interface ที่เป็นไฟ LED เส้น ๆ ในรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป รอบ ๆ ตัวฝาหลัง ที่เราสามารถจะใช้มันเป็น Indicator ได้หลายสถานการณ์มาก ๆ

  • Ringtones | 10 แบบ

  • Notification | 10 แบบ

  • Charging Meter Feedback | แสดงให้เห็นว่ากำลังชาร์จอยู่

  • Google Assistant Feedback

  • Flip to Glyph | คว่ำเครื่องแล้วไฟติด

Glyph Interface เป็นลูกเล่นที่แก้วว่า ใช้งานได้จริงนะ ถ้าเรารู้จักปรับเอามาใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ มันมีประโยชน์มาก ในเวลากลางคืน อย่าลืมเปิด Bedtime Schedule เอาไว้ด้วยนะครับ ไม่งั้น แจ้งเตือนเข้าตอนกลางคืน ไฟ Glyph ได้แหกตาเรา ตื่นขึ้นมากลางดึก แน่ ๆ เลยครับ

ปุ่ม Controller ต่าง ๆ แยกฝั่งกันอยู่ ปุ่มเปิดเครื่องอยู่ฝั่งขวา ปุ่ม Volume up | down อยู่ฝั่งซ้าย

บริเวณด้านล่างตัวเครื่องก็จะมี Port USB-C | Sim Card Tray | ช่องลำโพง ซึ่ง Nothing Phone 1 จะได้ลำโพงเป็นลำโพงคู่นะครับ คุณภาพเสียงอยู่ในระดับกลาง ๆ ไม่ได้หวือหวาอะไรมากนัก แต่ความดังนี่ ดังดีใช้ได้เหมือนกัน

DISPLAY : หน้าจอแสดงผล

หน้าจอของ Nothing Phone 1 จะมีขนาดอยู่ที่ 6.55 ตัว Panel หน้าจอจะเป็นแบบ OLED ขอบเขตสีกว้าง 10-bit ลักษณะการจัดวางกล้องหน้าจะอยู่บริเวณมุมซ้ายมือด้านบน จริง ๆ แอบอยากให้อยู่ตรงกลางเหมือนกันนะครับ เวลา Selfie จะได้ไม่เหลื่อม ๆ องศาภาพ

สำหรับค่า Refresh Rate ของหน้าจอจะอยู่ที่ 120Hz มี Resolution หน้าจออยู่ที่ FHD+ ในแง่ของเรื่องสีสัน และการแสดงผลนั้น ค่อนข้างดีมาก ปัญหาจอมีจุด จอเบิร์นที่บางคนเจอกัน อันนี้แก้วไม่เจอนะ ตลอดระยะเวลาการใช้งานมานี้

ในเรื่องของการ Touch แก้วหาตัวเลข Touch Sampling ที่ชัดเจนแบบ ชัว ๆ ไม่เจอ แต่ถ้าวัดจากคุณภาพการใช้งาน ความลื่น ความติดนิ้ว มันก็คือ หน้าจอในระดับเดียวกับ Smartphone Flagship ประมาณปี 2021 ให้ Experience ได้ในระดับนั้นเลย

เรื่องของการใช้งานนอกบ้าน และความสว่างของหน้าจอ ตามที่ทราบกันว่า ความสว่างหน้าจอนั้น Hardware สามารถจะลากไปได้ถึง 1000 nits แต่ว่า Software ของทาง Nothing Phone 1 เหมือนจะกลัวเรื่อง จอเบิร์นเร็ว หรือ เสื่อมเร็ว เลยล็อกมาอยู่ที่ 700 nits ซึ่งเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนระดับกลางที่ราคาพอ ๆ กัน ก็ไม่แย่ แต่แดดช่วงบ่าย ๆ ต้องเพ่งกันนิดหนึ่งแหละ


CAMERA : กล้องถ่ายภาพ

ชุดกล้องหลังของ Nothing Phone 1 จะมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ตัว เป็น Dual 50MP Camera ในกล้องหลัก และ Ultra Wide Angle แต่เห็นตัวเลข หวือหวา แบบนี้อย่าเพิ่งดีใจไปนะครับ เพราะว่ากล้อง 2 ตัวนี้ ใช้ Sensor ที่มาจาก Flagship ใน Generation ก่อน ๆ ไม่ใช่ปัจจุบัน

  • Main Camera | Sony IMX766

  • Ultra Wide Angle 50MP | Samsung JN1

  • Front Camera 16MP

ก่อนจะไปดูภาพกัน แก้วต้องบอกทุกคนก่อนว่า Software ที่ติดมากับ Nothing Phone 1 นั้น เรื่องกล้อง คือ เข้าขั้นวิกฤต คือแย่มาก ทั้งสีของกล้องไม่เท่ากัน White Balance และ Auto focus tracking เวลาถ่าย Video แต่ระหว่างเดือน ค่อย ๆ มีการอัพเดต Software กล้องมาใหม่ ซึ่งดีขึ้นตามลำดับ ฉะนั้นความเห็นในเรื่อง กล้องหลังจากนี้ จะเป็นหลังจากที่กล้องมีการ Update Software มาแล้วเท่านั้นนะครับ


MAIN CAMERA : กล้องหลัก 50MP | IMX766

เรามาเริ่มจากภาพของกล้องหลักกันก่อนเลยครับ ตอนแรกคิดว่า Character ภาพน่าจะออกมาเหมือนหลาย ๆ ตัวในปีนี้ที่ใช้ Sensor Sony IMX766 แต่ Nothing Phone 1 มีลักษณะการ Process ภาพที่เป็นของตัวเองเหมือนกัน นั่นก็คือ การเพิ่ม Sharpness ที่หนัก และ คุม Highlight ในระดับกลาง ๆ

การพยายามจะเพิ่มความคมของภาพใน Nothing Phone จะไม่ได้มี Character เหมือนกับ Smartphone จากทางจีนหลาย ๆ ตัวในปีนี้ แต่ออกไปทาง iPhone มากว่า คือมันจะดู Punchy เวลาดูในจอเล็ก ๆ แล้วจะรู้สึกถึง Detail ได้ดี แต่ถ้าเปิดในจอใหญ่จะรู้สึกว่ามันคมเกินไป

ในเรื่องของ White Balance ต้องบอกว่าความแม่นยำในการวัดแสง และอุณหภูมิสีใน Software ติดเครื่องคือ เลวร้ายมาก ทั้ง Under ทั้งสีไม่ตรง แต่ปัจจุบันพอผ่านการอัพเดตขึ้นมา ค่อนข้างใกล้เคียงกับ Smartphone ในระดับ Entry Flagship แล้ว อันนี้ค่อนข้างดี

ในการถ่ายภาพย้อนแสง และ HDR ในกล้องหลัก จุดนี้ค่อนข้างประทับใจอยู่ครับ เพราะว่าลักษณะในการขุดแสง และกด Highlight ลง มันไม่ได้พยายามจะเอาให้สุด จนสูญเสียความเป็นธรรมชาติไป ยัง Balance การได้รายละเอียดมาเพิ่ม โดยที่ภาพยังดูไม่ลอยได้ค่อนข้างจะดีอยู่

Depth of field ของตัวกล้อง ก็ตามมาตราฐานของ มือถือที่ใช้ Sensor IMX766 ถ้าเราถ่ายในระยะ 1 ก็คือ จะเบลออยู่ในระดับหนึ่ง และเวลาเลื่อนกล้องเข้าใกล้วัตถุ จะโฟกัสได้ค่อนข้างเต็ม ขอบจะไม่ฟุ้ง

แต่ถ้าเราต้องการจะเอากล้องตัวนี้ไปใช้ในการถ่ายภาพ Macro หรือ ซูมเอารายละเอียดเล็ก ๆ ถือว่าทำได้ดีครับ สีสวย ไฟล์เป็นธรรมชาติ ให้รายละเอียดที่เอาไป Crop ต่อได้สบาย ๆ

ในเรื่องของการใช้งานกล้องหลักแบบ Crop 2x บน Sensor ความละเอียด 50MP ตัวนี้ ถ้าเราถ่ายในที่ที่มีแสงเพียงพอ หรือ ถ่ายตามแนวของแสง ไม่ย้อนแสง เราจะได้ภาพที่มีคุณภาพ พอ ๆ กับใช้องศาภาพ 1x ในการถ่ายเลย

แต่ถ้าเราย้อนแสงขึ้นมาไหร่ จะที่เราจะเห็นได้ง่ายมาก ๆ เลยก็คือ " วุ้นครับ " จุดที่มี Noise ในภาพ หรือบริเวณที่ HDR ขุด Shadow ขึ้นมา จะโดน Noise Reduction เกลี่ยจน Texture หายไปหมด ได้แต่ Shape ของสิ่งที่เราถ่ายมาเท่านั้น

คุณภาพของการถ่ายภาพใน Mode Hi-res ของกล้องหลัก สำหรับแก้วนะ นี่น่าจะเป็น IMX766 ที่ถ่าย Mode นี้ได้แปลกที่สุดในกลุ่ม Smartphone ที่ใช้ IMX766 ด้วยกันเองแล้ว เพราะว่า Pixel Binning ในตัวนี้ เหมือนมีการทำ Noise Reduction ให้ด้วยในตัว เวลาเราเอามา Crop ใช้งาน รายละเอียดจะยังอยู่ มีความวุ้นอ่อน ๆ แต่ Noise หายไปหมดเลย อันนี้แล้วแต่คนชอบนะครับ แต่สำหรับแก้ว คิดว่ามันขาดความเป็นธรรมชาติไปหน่อย

PORTRAIT PHOTOGRAPHY | การถ่ายภาพบุคคล

ตอนแรกแก้วสารภาพเลยนะแอบจะดูถูก ไอเจ้า Nothing Phone 1 ตัวนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ว่ามันจะรอดหรอ ? กับการถ่ายภาพ Portrait พอได้ลองเอามาถ่ายจริง ๆ จัง ๆ มากขึ้น ก็รู้สึกได้ว่า " ไม่ธรรมดานี่หว่าแก "

คือ ก็ต้องยอมรับว่ามันสู้ Smartphone ที่ถ่าย Portrait เทพ ๆ ที่เขาออกแบบมาเฉพาะเลย ไม่ได้หรอกนะครับ แต่ถามว่ามันถ่ายได้ดีไหม ? ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างดีทีเดียวครับ ลูกเล่นมันอาจจะไม่ได้อะไรหวือหวามากนัก

แต่ Standard feature ที่เราต้องการในถ่ายภาพ Portrait นั้น ไม่ว่าจะเป็น การเบลอฉากหลัง การทำ Beauty Mode และ Skintone ที่ดูโอเคขึ้นเยอะ เจ้า Nothing Phone 1 เนี่ย ให้เราได้นะครับ ปรับ f/stop สัก f/2.8 ตัว Beauty Mode สัก Level 3 กำลังสวยเลยล่ะ

แต่การถ่ายภาพ Portrait ย้อนแสงเนี่ย ต้องบอกว่า ไม่รอดนะครับ HDR มันทำงานบ้าง ไม่ทำงานบ้างเวลาถ่ายคนย้อนแสง จนต้องอาศัยวิธีการแตะโฟกัสวัดแสงใหม่เอา หวังให้ทุกอย่าง Auto แบบง่าย ๆ นี่ไม่ได้เลยครับ

การตัดขอบแน่นอนว่า ไม่ได้มีความแม่นยำอะไรมาก พอใช้งานได้ คือ ถ้าจะให้ภาพมันออกมาดีจริง ๆ เราต้องช่วยมันนิดหนึ่งอะ หาแสงดี ๆ ให้มัน อย่าไปหวังให้มันสู้กับทุกสภาพแสงให้เราเลย ไม่รอดครับ

ULTRA WIDE ANGLE | กล้องมุมกว้างพิเศษ 50MP | JN1

กล้อง Ultra Wide Angle ตัวนี้ ทาง Nothing Phone 1 ได้เลือกใช้ Sensor จาก Samsung เป็น JN1 ที่เราเคยได้เห็นกันใน realme GT2 Pro ไปก่อนหน้านี้ ซึ่ง Perform ได้ค่อนข้างยอดเยี่ยมมาก ๆ แต่พอมาในตัวนี้ มันกลับกลายเป็นจุดอ่อนที่สุดใน Smartphone รุ่นนี้ไปเลยทันที ใน Software ตั้งต้นของ Nothing Phone 1 นั้น กล้องตัวนี้ Detail แย่ | White Balance แย่ | Noise Reduction วุ้น คือครบทุกอย่าง ที่มันจะทำให้เราหงุดหงิดได้

หลังจากแก้วใช้งาน Nothing Phone มาเรื่อย ๆ ก็ได้มีการอัพเดต Software ตัวกล้องอยู่หลายครั้งมาก ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา และกล้องก็ค่อย ๆ ดีขึ้นกว่าเดิมตามลำดับ เพราะจริง ๆ แล้วพื้นฐานของ Sensor ตัวนี้ มันทำได้ดีกว่านี้มาก จนปัจจุบันภาพที่ได้ก็เป็นแบบนี้แล้วครับ

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Software ล่าสุด เลือกที่จะไม่ใช้ Noise Reduction แบบ พร่ำเพรื่อ HDR ยังเปิดส่วน Shadow ขึ้นมาอยู่ก็จริง แต่เลือกที่จะปล่อย Noise เอาไว้บ้าง เพื่อให้ภาพยังมี Detail ที่ดี และเป็นธรรมชาติ

ความคมของภาพ ยังคงมาในสไตล์แบบ Punchy ที่ตัว Software มีการ over process ในส่วนของความคม ทั้ง Sharpness และ Clarity ภาพมันเลยจะดูแข็ง ๆ ทื่อ ๆ ซึ่งกับในกล้องมุมกว้างแบบนี้แก้วโอเคนะ ถ้ามันไม่ได้มีคนมาอยู่ในภาพ ลักษณะการ Process แบบนี้ก็ยังถือว่ารับได้

ในแง่ของสีสัน และคุณภาพของไฟล์ผ่านที่เปลี่ยนไปนั้น อันนี้แก้วต้องบอกตามตรงว่า มันไม่ถึงขนาดว่าไร้ที่ตินะ มันดีขึ้นมาก ๆ แต่ก็ยังมี White Balance ที่ไม่ตรง และเฉดของสีฟ้า ของท้องฟ้าที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง ให้เราเห็นได้ ในบางสภาพแสง

ความสามารถในการถ่ายภาพย้อนแสงของกล้อง Ultra Wide Angle ก็อยู่ในระดับที่ใช้งานได้ Software HDR สามารถจัดการกับ Highlight และ Shadow ได้ค่อนข้างดีพอ ๆ กับกล้องหลัก แต่ในบางสภาพแสง สีแอบจะ จืด ๆ ลงเหมือนกัน

สำหรับการถ่ายภาพแบบ High-Res หรือ Pixel Binning ใน กล้อง Ultra Wide Angle ตัวนี้ ถ้าให้แก้วเทียบกับ สมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นที่ใช้ Sensor ตัวเดียวกัน แก้วต้องบอกว่า JN1 ใน Nothing Phone จะไม่ใช่ตัวที่ดีที่สุดแน่นอน

NIGHT TIME PHOTOGRAPHY | การถ่ายภาพในที่แสงน้อย

สำหรับ Nothing Phone 1 นี่คืออีกหนึ่งจุดที่มีความเหมือน iPhone คือ เราไม่สามารถจะ Active ตัว Night Mode ขึ้นมาใช้ได้ด้วยตัวเราเอง ต้องรอให้แสงมันน้อยจริง ๆ ก่อน กล้องถึงจะมีรูปพระจันทร์ขึ้นมาให้เรากดเปิด ในทุก ๆ กล้อง

สิ่งที่น่าสนใจ และแปลกในเวลาเดียวกันก็คือ คุณภาพของ Night Mode มันค่อนข้างดีมาก ๆ ในกล้องทั้ง 2 ตัวเลย แต่ดันไม่แยกออกมาให้ ต้องรอให้มันมืดจริง ๆ ก่อน ถึงจะเปิดใช้งานได้ ซึ่งเป็นจุดที่แก้วเสียดาย ถ้าปล่อยให้เราคุมเอง มันน่าจะได้อิสระในการเลือกใช้ที่ดีกว่านี้

บางครั้งในสภาพแสงที่ไม่ถึงกับมืดสนิท ตัวกล้องก็จะตัดเข้า Night Mode แบบช่วงสั้นให้แทนประมาณ 1 วินาที ซึ่งก็จะช่วย Balance ความสว่างของจุดต่าง ๆ ในภาพได้ พร้อมกับ อัด Clarity เข้ามาแบบเต็มเหนี่ยว

อย่างภาพนี้เนี่ยก็ใช้ Night Mode ในกล้อง Ultra Wide Angle เลย คุณภาพโอเคอยู่นะ เผลอ ๆ ดูไปดูมา จะสวยกว่าตอนกลางวันด้วยซ้ำ 555 จริง ๆ ถ้าเขามี Night Mode มาให้เลือก แก้วก็คงจะเอา Night Mode มาถ่ายในกล้อง Ultra Wide Angle มันทุกรูปนี่แหละ

FRONT CAMERA | กล้องหน้า 16MP

มาดูกล้องหน้าของ Nothing Phone 1 กันบ้างครับ มีความละเอียดอยู่ที่ 16MP เท่านั้นนะครับ ต้องบอกว่าจะเป็นกล้องหน้าที่ผู้ชายชอบแน่ ๆ แต่ผู้หญิงไม่น่าจะถูกใจ เพราะ Software ที่อัด Sharpness พี่แกตามมาในกล้องตัวนี้ไปอีก อะไรกันครับเนี่ย กล้องหน้ามันควรจะมี Sharpness ให้น้อย ๆ ไม่ใช่หรอ ?

Beauty Level ที่เขามีมาให้นั้น ถ้าจะเอาในเรื่องของความเนียนสวยนะ ปรับยังไงก็สู้แบรนด์จีนไม่ได้จริง ๆ ครับ คือ ถ้าปรับน้อย Texture ผิวก็จะแข็ง ปรับมาก ก็เนียนจนลอย ไม่มีตรงกลางให้เราเลย แต่ต้องขอชมในแง่ของการละลายฉากหลัง และการตัดขอบ ทำออกมาได้ค่อนข้างจะโอเคมากทีเดียว

Software ในการละลายฉากหลังเนี่ย เอาจริง ๆ นะ แอบจะรู้สึกว่า ดูดีกว่ากล้องหลังซะอีก ทั้งการไล่ระดับการเบลอ การที่มี เม็ด Bokeh ขึ้นแบบไม่สะเปะสะปะ ขึ้นในตำแหน่งที่มันควรจะขึ้นจริง ๆ การปรับระดับการเบลอ ก็สามารถปรับได้ ต่ำสุดที่ f/1.0 แต่ถ้าจะเอาให้เนียน f/5.6 ดูดีที่สุดแล้วครับ

VIDEOGRAPHY การถ่ายวีดีโอ

สำหรับ Nothing Phone 1 ที่ใช้ Sensor ขนาด 50MP ในกล้องทั้งสองระยะ ทำให้ Resolution Video สูงสุดที่ถ่ายได้ในทั้ง 2 กล้องนั้นจะอยู่ที่ 4K 30fps ทั้งคู่ ส่วน Features อย่าง Video HDR หรือ Slo-mo นั้นจะใช้ได้ที่กล้องหลัก ที่ความละเอียดสูงสุด 1080p เท่านั้น Software ในส่วน Video นี่ค่อนข้างกั๊กทีเดียว เพราะ Sensor ระดับนี้ ควรถ่าย 4K 60fps ได้ทั้งคู่ไปแล้ว

และสำหรับ Video ในกล้องหน้านั้น ถ่ายได้ที่ ความละเอียด 1080p 30fps อีกแล้วครับท่าน แต่ก็นะ Sensor กล้องความละเอียดมัน 16MP เอง เข้าใจได้ครับ ตัวกันสั่นเวลาถ่าย Video ทั้งกล้องหลัก และ กล้อง Ultra Wide Angle นั้น ทำออกมาได้ระดับที่ ใช้ได้ ถ้าไม่เดินกระแทกแรง ๆ ถือว่าคุมให้นิ่งได้ไม่ยากครับ

PERFORMANCE | ประสิทธิภาพ

Nothing Phone 1 เลือกใช้ CPU รุ่นกลางที่มีประสิทธิภาพของข้างสูงอย่าง Snapdragon 778 5G+ ซึ่งเอาจริง ๆ แล้วความแรงมันก็พอ ๆ กับ Snapdragon 8 Series ย้อนหลัง 2 Gen นั่นแหละ ทำให้การใช้งานแบบพื้นฐาน Daily Use นั้น ไร้ซึ่งปัญหาเลย

จะเอาไปโหลด App ต่าง ๆ มาเน้นใช้งาน ดูหนัง ฟังเพลง ดู Streaming คือมันตอบโจทย์เราได้หมด จะมีก็แค่เรื่องของ เสียงลำโพงที่อาจจะแห้ง ๆ ไปหน่อย ทำให้เวลาดูหนังอาจจะไม่ค่อยจุใจนัก แต่ใดใด ก็คือดีกว่าลำโพงเดี่ยวแน่นอน 100%

หลายคนคงจะแอบสงสัยว่า CPU ตัวนี้ เล่นเกม Spec โหด ๆ ได้บ้างไหม จากที่แก้วเอาไปลองกับ Diablo Immortal และ Mu Origin มันสามารถจะปรับ Graphic และ Frame Rate ได้สูงสุดก็จริง แต่ถ้าในฉากมี Unit เยอะๆ Frame Rate จะตกลงอย่างเห็นได้ชัดเลยล่ะครับ แต่เล่นได้นะ ไม่ถึงขั้นทำให้หงุดหงิดอะไร

มากันอีกหนึ่งจุดที่เป็นข้อที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะต้องเรียนรู้ รวมถึงตัวแก้วเองด้วย ก็คือ เรื่องของ Nothing OS ครับ ถึงแม้หน้าตาพื้นฐานการใช้งานจะไม่ได้แตกต่างจาก ROM ของ Smartphone Android ที่เราคุ้นเคยกันมากนัก

แต่ตำแหน่งของ Shortcut ต่าง ๆ รวมไปถึงการเข้าถึง Connectivity นั้น มีความซับซ้อนอยู่พอสมควร แต่ภาพรวมแล้ว UI Design มาได้ค่อนข้างใช้งานได้ง่าย และมีความ Stylish ในเวลาเดียวกัน คือ ถ้าใช้จนชินแล้ว ไม่ใช่ปัญหาแน่นอน แถมได้ความเท่ด้วย

สำหรับในเรื่องของ Battery อันนี้เป็นจุดที่แก้วต้องขอชมว่า โคตรดี โคตรจะอึด ขนาด Battery ระดับกลาง ๆ ที่ 4,500 mAh แต่เราสามารถใช้งาน Standby ได้ต่ำ ๆ 12 ชั่วโมง ถ้าไม่ได้หยิบมันขึ้นมาเปิดอะไรเล่นหนัก ๆ บ่อย อย่างแก้วชาร์จแบตแล้วปล่อยทิ้งไว้ สามารถอยู่ได้ 2 วัน โดยที่แบตลดไปแค่ 25% - 26% เท่านั้นเองครับ ความเร็วในการชาร์จสูงสุด 30W และ Wireless Charge ได้ที่ 15W

OVERVIEW & OPINION

Nothing Phone 1 สำหรับแก้วแล้ว มันเป็น Smartphone High Mid-Range ที่มาพร้อมกับรสชาติที่แปลกใหม่ งานประกอบ วัสดุ และงานออกแบบเครื่องที่ต้องชมว่า ทำมาได้สวยลงตัวจริง ๆ ในส่วนของไฟ Glyph ที่ออกแบบมา ไม่ได้เป็นแค่ Gimmick แต่ถ้ารู้จักปรับใช้งาน มันนอกจากจะเป็นลูกเล่นแล้ว เราสามารถทราบสถานะต่าง ๆ ของ Smartphone เราได้ โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องมองหน้าจอด้วยซ้ำ

พลังของ CPU ที่เขาเลือกใช้ ชัดเจนว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อใช้งาน Daily Use ไม่ได้เอาไปใช้งานหนักหนา หวดเกมยาว ๆ อะไรแบบนั้น ไม่ไหว แต่ถ้าใช้ทำงาน หรือ Entertainment พวกดูหนังฟังเพลง ก็คือผ่านฉลุย

สำหรับเรื่องกล้อง อาจจะเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดใน Smartphone รุ่นนี้ เพราะว่าต่อให้เขาเลือก Sensor ระดับ Flagship มาใช้งานก็จริง แต่ Software Post Process ที่ถูกเขียนมาทับนั้น ยังไม่กลมกล่อม และขาดความแม่นยำในหลาย ๆ มิติ ทั้งสีสัน และคุณภาพของไฟล์ ขนาดว่าเลี่ยงจะใช้ Mode Auto ไปใช้ Expert Mode เพื่อที่จะไม่เอา Software ช่วยต่าง ๆ มันก็ยังออกมาไม่ได้น่าประทับใจนักครับ


กับราคาค่าตัวที่ 18,900 บาท ถ้าอยากได้รสชาติในการใช้ Smartphone ในรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ได้ต้องการความ Fancy ในเรื่องกล้อง แต่มา Fancy ที่ตัวเครื่องแทน ไม่ได้ใช้งานหนักอะไรมาก Nothing Phone 1 ตัวนี้ก็เป็น Mid Range ตัวหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจไม่น้อยเลยครับ เอาจริง ๆ แค่ถือก็เท่แล้วอะ !!

 

[ ติดตาม Mobile Photographer ได้ที่ ] Fanpage : https://www.facebook.com/mobile.fotographer IG : kaew.ravie

#Mobilephotographer

#โมบายโฟโตกราฟเฟอร์#ถ่ายรูปด้วยมือถือ

#NothingPhone1

0 ความคิดเห็น