top of page
  • รูปภาพนักเขียนแอดมินแก้ว

จับมือไปถ่าย Portrait ให้สวยปัง ด้วย vivo V27 5G พร้อม Tips & Tricks จาก Mobile Photographer

สวัสดีครับทุกคน สำหรับวันนี้แก้วจะพาทุกคนไปถ่ายภาพ Portrait สวย ๆ แบบมืออาชีพ ด้วย vivo V27 5G เครื่องนี้กันครับ โดยใน Set นี้แก้วจะแทรกทั้งเรื่อง วิธีการเลือกแสง การจัดวางตัวแบบ การใช้สี รวมไปถึงการเลือก ลูกเล่นต่าง ๆ ที่ vivo V27 5G จัดเต็มมาให้ เอามาใช้ในแต่ละสถานการณ์ให้กับทุกคนได้เอาไปทำตามกันด้วย ถ้าทุกคนพร้อมแล้ว ไปลุยกันเลยครับ

Sensor กล้องหลัก และ Portrait Software ระดับเรือธง

แก้วเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เป็น แฟน vivo V Series เพราะกล้องหน้าคุณภาพสูง ในเรื่องความละเอียดภาพนิ่ง และความละเอียด Video นั้น อยู่เหนือ Flagship Smartphone หลาย ๆ ตัวในตลาดได้สบายเลย แต่มาในปีนี้ vivo V27 5G หันมาเน้นกล้องหลังมาขึ้นกว่าเดิม ด้วยการเปลี่ยน Sensor กล้องหลักมาใช้ Sony IMX766V ซึ่งเคยประจำการอยู่ในระดับเรือธง อย่าง vivo X70 Pro 5G เอากลับมาปรับปรุงใหม่ ให้รองรับการถ่าย Portrait แบบ Crop on sensor 2x ให้ได้คุณภาพแทบไม่ต่างจาก 1x เลย

มี Color Profile ให้เลือก เหมือนรุ่นพี่ใน X Series

อีกหนึ่งจุดที่แก้วรู้สึกชอบมาก และไม่คิดว่าจะได้เห็นใน vivo V Series เลย ก็คือ เราสามารถเลือก Color Profile ได้ จะเอาเป็น Classic Tone เหมือน vivo ปกติ ที่จะมีสีสด ๆ หน่อย โดยเฉพาะส่วน Skintone และท้องฟ้า แต่ใน vivo V27 5G ได้มีการใส่ Natural Tone เข้ามาให้เลือกใช้ด้วย เหมาะกับคนที่ต้องการสีที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ทบทวนกันพอแล้ว เราไปถ่าย Portrait ด้วย vivo V27 5G กันดีกว่าครับ ลุย !

แก้วเริ่มถ่าย Portrait ในช่วงเวลาประมาณ 15.30 น. เพราะว่า แดดช่วงนี้ตอนกลางวันแรงเกินไปที่จะถ่ายภาพกลางแจ้งได้ แต่ในช่วงเวลานี้สีของแสงยังคงเป็นสีขาวอยู่ ทำให้ใครที่ชอบถ่ายภาพแบบเน้น Bright Skintone ช่วงเวลานี้ยังเหมาะอยู่ แต่ก็แนะนำว่า ยังไม่ควรเอาตัวแบบไปปะทะแสงตรง ๆ นะครับ ให้อาศัยแสงสะท้อนจากสภาพแวดล้อมโดยรอบดีกว่า

เดินวนรอบ ๆ มาเจอกำแพงสีส้ม สวย ๆ ที่มีลายอิฐเป็น Pattern เหมาะกับการจะใช้เป็น Background ในการถ่ายภาพ โดยแก้วจะถ่ายด้วยกัน 2 shot ก็คือ แบบเต็มตัว และครึ่งตัว โดยที่การถ่ายแบบเต็มตัว แก้วจะเปิด Software ละลายฉากหลัง ถ่ายด้วยระยะ 1x โดยจะให้น้องแพรวยืนชิดกำแพงไปเลย ส่วนอีกหนึ่งภาพจะเป็นแบบครึ่งตัว ในระยะ 2x และจะเปิด Software ละลายฉากหลังเพียงแค่ f/5.6 เท่านั้น เพื่อที่จะได้ไม่เบลอจนผิดธรรมชาติครับ

ช่วงเวลาประมาณนี้ยังไม่ได้เหมาะกับการเอาตัวแบบไปเจอกับแดดตรง ๆ แก้วเลยจะเลือกมุมที่เราสามารถถ่ายในร่มได้ แต่ยังได้รับแสงที่เพียงพอก่อน โดยที่จะหา Background ที่มีสีเข้มกว่าตัวแบบ เพื่อให้ถ่ายออกมาแล้ว โดดเด่นขึ้น โดยจะใช้ Mode Portrait แบบ Standard เลย แต่จะปรับ Bokeh ไปที่ f/1.4 ในระยะ 2x และเสริมมิติตัวภาพด้วยการวาง Foreground ไว้ที่ฝั่งขวาของภาพ

อีกเทคนิคหนึ่งที่แก้วใช้ค่อนข้างบ่อย คือการพยายามหา Background ที่มีสีแตกต่างจากชุดของตัวแบบชัดเจน ยิ่งถ้าเป็นคู่ตรงข้ามได้เลยจะยิ่งดีมาก อย่าง Shot นี้แก้วใช้ Mode Portrait ในระยะ 2x เปิด f/2 แต่แทนที่เราจะ ละลายแค่ฉากหลัง เราวาง Foreground เข้าไปด้วย เพื่อให้ภาพดูมิติ ที่มากขึ้น

เดินถ่ายรูปกันมาสักพักหนึ่ง ตอนนี้ความเข้ม และองศาของแดด ก็เริ่มลดลงแล้ว แก้วเลยให้น้องแพรว ออกไปยืนรับแดดนิด ๆ โดยให้แสงเข้าจากทางด้านซ้าย เพื่อให้เกิด Shade ของเงาในด้านตรงข้าม โครงหน้าตัวแบบก็จะดูไม่แบน จัดวาง Perspective ของภาพให้เฉียงเล็กน้อย ให้เห็นความลึกของฉากหลัง แล้วถ่ายด้วย Mode Portrait 2x เปิด f/0.95 ไปเลย ปิด Auto HDR นะครับ เพื่อให้ภาพดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

ภาพนี้แก้วถ่ายเป็น Medium Shot ด้วยใช้ Portrait Mode ในระยะ 1x เพื่อที่จะเก็บตัวแบบให้ได้ครบ และได้ Environment รอบ ๆ เข้ามาด้วย โดยจะปรับ f/stop ไปที่ f/4 เราจะเห็นว่าฉากหลังจะมีการไล่ระดับที่ค่อนข้างแม่นยำ สิ่งที่อยู่ใกล้จุดโฟกัส Depth of field ก็จะอ่อน ๆ ยิ่งอยู่ไกล Bokeh ยิ่งเม็ดใหญ่ขึ้น

สำหรับภาพนี้แก้วเลือกถ่ายเป็น Close up Shot โดยใช้ ระยะ Portrait 2x โดยมองหาฉากหลังที่มีความลึก มีเส้น Perspective ที่ชัดเจน รวมไปถึง จินตนาการเอาไว้ว่า ถ้า Bokeh ขึ้นมาแล้ว จะมี Shape ที่เป็นยังไง ก็เลยเลือกถ่ายให้ติดส่วนหลังคาที่เป็นเส้นโค้งมาด้วยครับ โดยแก้วปรับ f/stop ไว้ที่ f/1.4

สำหรับภาพนี้ แก้วต้องการเล่นกับส่วนของเงาในภาพ และสีเขียวของต้นไม้ในฉากหลัง เลยเลือกถ่ายเป็น Shot แนว Candid และปิด Software HDR เพื่อให้ลักษณะของแสงนั้น ออกมาเป็นธรรมชาติขึ้น โดยใช้ระยะ Portrait 2x และ ปรับค่า f/stop ไว้ที่ f/4 เพื่อให้ยังเห็นรายละเอียดในฉากหลังได้ค่อนข้างชัดเจนอยู่ ไม่เบลอมากจนเกินไปครับ

ตอนนี้ก็เป็นเวลา 17.00 น. ได้แล้ว สภาพแสงเริ่มนุ่มขึ้นมาอีกระดับ ก็ได้เวลาที่จะพาตัวแบบออกมารับแดดกันตรง ๆ สักที โดยแก้วขอเริ่มจาก Shot ที่เป็นภาพย้อนแสงก่อนเลย โดยปกติแล้ว เวลาเราถ่ายภาพย้อนแสง เราจะเปิด Auto HDR เอาไว้ เพื่อเกลี่ยแสงใช่ไหมครับ แต่ภาพนี้แก้วจะปิด HDR เพราะต้องการให้แสงจากฉากหลัง ฟุ้งเข้ามานวล ๆ และเพื่อป้องกันหน้ามืด ให้แตะวัดแสงที่หน้าตัวแบบ 1 ครั้งแล้วกดถ่ายได้เลย

เรายังคงย้อนแสงกันต่อครับ เดินมาจากจุดถ่ายภาพที่แล้วไม่ไกล ก็มาเจอเข้ากับ ดอกซากุระ (ประดิษฐ์) ซึ่งแก้วว่าสวยดี เลยจะใช้มันเป็น Foreground ในการถ่ายภาพ โดยแก้วเปลี่ยนจากการถ่าย Portrait ใน Mode Standard มาใช้ Filter พิเศษ ที่อยู่ใน vivo V27 5G ตัวนี้ ซึ่งเป็น Filter ที่ยกมาจากรุ่นพี่ใน X Series เลย จะฟีลฟุ้ง ๆ ชวนฝัน เหมาะกับ Shot ย้อนแสงที่เห็น Hair Light ชัด ๆ

เมื่อกี้เจอดอกซากุระกันไปแล้ว ทีนี้แก้วเดินมาเจอใบไม้เปลี่ยนสีให้ฟีลยุโรป ก็เลยจัดวางให้เป็นส่วน Background อยู่ไกล ๆ และถ่ายใน Shot ที่ไม่แคบมาก แก้วจะใช้ ระยะ 2x เปิด f/stop อยู่ที่ f/2.8 แต่ภาพนี้แก้วจะเปิด HDR นะครับ เพราะว่า จะให้ Software ช่วยเฉลี่ยแสงในฉากหลังกับด้านหน้า ให้ได้รายละเอียด พอ ๆ กัน

ภาพนี้แก้วให้น้องแพรวนั่งลง ในระดับเดียวกับพุ่มดอกไม้สีชมพู และจะถ่ายเป็น Full body shot หรือระยะเต็มตัว ด้วย Portrait 2x ในส่วนของการละลายฉากหลัง ด้วยความที่ระยะห่างของฉากหลังนั้น อยู่ไกลจากตัวแบบไม่มาก แก้วจะปรับ f/stop ไปที่ f/4 แต่จะใช้วิธีการวาง Foreground ด้วยพุ่มดอกไม้แทน เพื่อสร้างมิติให้กับตัวภาพ และปิดท้ายด้วย ใส่ Filter นุ่ม ๆ ชวนฝันเข้าไปครับ

ตอนนี้ก็เป็นเวลาประมาณ 17.20 น. แล้ว ช่วงเวลานี้ในหน้าร้อน สีสันของแดด จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองค่อนข้างเข้ม และด้วยองศาของดวงอาทิตย์ที่ต่ำลงมาค่อนข้างเยอะแล้ว ทำให้ส่วนของเงานั้นจะชัดเจนมากขึ้น ภาพนี้แก้วเลยใช้ Filter Effect ที่เป็นลักษณะเหมือน Bokeh สีเหลืองทอง กระจายอยู่รอบ ๆ ภาพเข้ามาประกอบ สร้าง Mood ให้กับภาพถ่ายมากขึ้น

สิ่งที่แก้วค่อนข้างประทับใจมาก ๆ ใน vivo V27 5G คือ Software Portrait ทำมาได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะ Software Bokeh และการตัดขอบ ขนาดว่าเจอทั้งสภาพแสงยาก ๆ เป็น High Key แบบนี้ ฉากหลังที่มีรายละเอียดเยอะ ก็ตัดขอบออกมาได้ค่อนข้างแม่นยำมาก เก็บ Detail ในส่วนปลายผมมาได้เยอะมากทีเดียว ให้ประสบการณ์เหมือนกับใน vivo X-Series เลย

สำหรับภาพนี้ แก้วใช้ประโยชน์จากสีของแสงอาทิตย์ที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม ด้วยการใช้ Filter Vintage Film ที่จะมีการเติม Grain และ ปรับโทนสีให้ออกมาเหมือนกับการใช้กล้องฟิล์มถ่าย จะติดอมแดงมากกว่าเดิม นิด ๆ ซึ่งเหมาะกับสภาพแสงในช่วงเวลานี้มาก ๆ ครับ

ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลา 20 นาที สุดท้ายก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกแล้วสภาพแสงจะเปลี่ยนไวมาก ๆ จะสังเกตได้ว่า ตำแหน่งของเงาตัวแบบนั้น แทบจะอยู่ในระดับเดียวกับตัวจริงแล้ว ภาพนี้แก้วใช้ Mode Portrait แบบปกติ แล้วปิด Software ละลายฉากหลังออกไป เปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับแสงเงา และการเล่นกับ Perspective แทนครับ

ภาพนี้ แก้วให้น้องแพรวทำท่าโพสแบบกำลังเดินขึ้นบันได โดยตัวแก้วจะยืนอยู่ในองศาที่เฉียงเล็กน้อย เพื่อให้ได้ Perspective และเห็นความลึก ความตื้นของภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ใช้ Portrait Mode 2x เปิด f/stop ที่ f/2.8 เราจะเห็นว่า การไล่ระดับละลายฉากหลังจากฝั่งขวา ไปทางฝั่งซ้ายที่อยู่ลึกกว่า ทำได้เป็นธรรมชาติมากทีเดียว

ภาพนี้แก้วเห็นแนวบันไดสวย ๆ ก็เลยให้น้องแพรวมานั่งที่บันไดส่วนล่าง แล้วโพสโดยการวางแนวขา ให้ขนานกับแนวบันได จัดวางตัวแบบเอาไว้ในส่วนสว่างของภาพ แล้วใช้กำแพงสีดำที่อยู่บริเวณด้านขวา ช่วย Frame สายตาคนดูภาพมาที่ตัวแบบครับ

กลับมาย้อนแสงกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ด้วยความที่แก้วอยากได้ทั้ง Detail ของดวงอาทิตย์กลม ๆ ในฉากหลัง และไม่อยากให้ หน้าตัวแบบมืด แก้วจะเปิด HDR ขึ้นมาช่วย ซึ่ง ก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ Software HDR สามารถเก็บรายละเอียดในส่วนฉากหลังมาได้ครบสวย Highlight ไม่หลุด และ Balance แสงในส่วนตัวแบบได้ดี ไม่สว่างจนดูผิดธรรมชาติเกินไป

แก้วมี Trick สำหรับที่อยากถ่ายภาพ Portrait ในช่วง Magic Hour แบบนี้ โดยที่ได้รายละเอียดรอบข้างครบถ้วน แต่หน้าตัวแบบไม่มืด นอกจากจะต้องเปิด Auto HDR ขึ้นมาช่วยแล้ว ให้เราเข้าไปปรับใน Beauty Mode จาก Natural ให้เป็น Buffing และเลื่อนไปที่ระดับประมาณ 50% นอกจากหน้าจะเนียนแล้ว จะมีการเติมความสว่างให้ส่วนใบหน้าเพิ่มขึ้นด้วย

และตอนนี้ ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไปเรียบร้อยครับ เราเข้ามาสู่ช่วงกลางคืน ไฟตึกรอบ ๆ เริ่มเปิดขึ้นมาแล้ว แก้วก็จะอาศัยไฟพวกนั้นแหละ มาเป็น Ambience light และ Bokeh สวย ๆ ในภาพ ความแม่นยำในการตัดขอบละลายฉากหลัง และ White Balance ก็ยังทำงานได้ดีเหมือนเดิม

พอฟ้ามืดสนิทไปแล้ว มีแต่แสงไฟตึกรอบ ๆ ที่เปิดไว้ แก้วก็จะเปิด Aura Light ขึ้นมาช่วยในการให้แสงสว่างกับตัวแบบ ซึ่งเมื่อตัวกล้อง สามารถ Detect ได้ว่าสภาพแสง ณ ปัจจุบัน ไม่เพียงพอแล้ว จะมีการใช้ Software Night Mode เข้ามาร่วมด้วย โดยจะถ่ายเป็น Night Mode ก่อน แล้วค่อยเติม Beauty Mode และ ใส่ Software Background Blur เข้ามาทีหลัง

ภาพนี้แก้วถ่ายภายในอาคาร โดยใช้แสงไฟที่เปิดภายในตัวอาคารนั่นแหละ เป็นแหล่งกำเนิดแสงหลัก และ เติมความสว่างด้วย Aura Light เข้าไปด้วย จะเห็นว่าส่วนแววตาของตัวแบบ จะชัดเจนขึ้น ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น โดยแก้วจะถ่ายด้วย Portrait Mode 2x เปิด f/stop ไปที่ f/0.95 เลย เพื่อเอา Bokeh ดวงใหญ่ ๆ

ภาพนี้แก้วเดินมาเจอซุ้มประตูที่มี โคมไฟสวย ๆ อยู่ทั้ง 2 ฝั่งพอดี ก็เลยให้น้องแพรวเข้าไปยืนตรงกลาง แล้วใช้ Night Portrait ร่วมกับ Aura Light โดยแก้วจะเปิด Beauty Mode เพิ่มเยอะกว่าเดิมเล็กน้อย เพื่อทำให้ ผิวของตัวแบบมี Noise ที่ต่ำลง Sensor IMX766 มาแสดงพลังเอาตอนนี้นี่แหละครับ ขนาดว่ามืดแล้ว มีแต่แสงไฟอาคาร ยังให้ Detail ของภาพที่คมชัดได้ขนาดนี้ Software ละลายฉากหลังก็ทำงานได้แม่นยำ

แก้วเดินมาหามุมที่ไม่มีแสงสว่างส่องตัวแบบ แต่มีไฟอยู่ด้านหลังที่จะใช้เป็น Bokeh สวยๆ หลังจากนั้นก็ใช้ Filter สีสันที่เป็นโทนออก ฟ้าอมม่วง พร้อมกับยิง Aura Light เต็มแรง เปิด Software Bokeh ไปที่ f/0.95 เราก็ได้Bokeh ในฉากหลังที่ใหญ่โตสะใจ พอมีแสง Aura Light ส่องตัวแบบ ก็โฟกัสได้ดี และตัดขอบได้แม่นยำแบบกริ๊บ ๆ เลย แม้สภาพแสงจะน้อยมากก็ตาม

ปิดท้ายด้วย การยิง Flash แรง ๆ ร่วมกับ Mode Portrait สไตล์ Y2K ที่กำลังฮิตกันอยู่ตอนนี้

RESULT & OPINION

สำหรับแก้วที่ได้ใช้งาน Smartphone ระดับ Premium Flagship ของ vivo ทุกตัวในตลอด 3 ปีที่ผ่านมานี้ ต้องบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกจริง ๆ ที่ Smartphone ระดับ Mid-range ของทาง vivo ให้ประสบการณ์ในการถ่ายภาพ Portrait ได้ยอดเยี่ยม ในทุกสภาพแสงขนาดนี้ หวังว่านอกเหนือจากวิธีการใช้ Features ต่าง ๆ ที่แก้วสอนไปใน Content นี้ ทุกคนจะได้ประโยชน์ ได้ไอเดียในเรื่องของ Compose | การจัดวางแสง | การเลือกใช้สีสัน จาก Content นี้ไปด้วยนะครับ ไว้เจอกันใหม่ สวัสดีครับ :)

 

[ ติดตาม Mobile Photographer ได้ที่ ] Fanpage : https://www.facebook.com/mobile.fotographer IG : kaew.ravie

0 ความคิดเห็น
bottom of page