top of page
  • รูปภาพนักเขียนแอดมินแก้ว

realme 11 Pro Series 5G | การกลับมาของตำนาน Mid Range กล้องเทพ ที่เทพกว่าเดิม !

สวัสดีครับทุกคน กลับมาเจอกับแก้ว และ สมาร์ทโฟนจากทาง realme กันอีกครั้งนะครับ วันนี้แฟนๆ สายกล้องต้องดีใจกันแน่นอน เพราะ realme 11 Pro Series นอกจากจะหน้าตาดี Design สวยแล้ว ยังกลับมาจัดหนัก จัดเต็มในเรื่อง Features การถ่ายภาพ เหมือนเดิม แต่ได้ใส่ Sensor ใหม่ ที่ใหญ่กว่า ละเอียดกว่า สมาร์ทโฟนจากทาง realme ทุกตัวที่เคยผ่านมาเลย จะยอดเยี่ยมสักแค่ไหน ? ไปดูรีวิวกันครับ

ซึ่งในรีวิวนี้แก้วจะขอพูดถึง 2 รุ่นย่อยไปพร้อมๆ กันเลยนะครับ ทั้ง realme 11 Pro 5G และ realme 11 Pro+ 5G ซึ่งมี Spec โดยพื้นฐานที่ใกล้เคียงกันมาก แต่จะต่างกันที่ Sensor ตัวกล้องถ่ายภาพ และ Software ในการถ่ายภาพเป็นหลักนะครับ

SPECIFICATION

[ Processor ]

- realme 11 Pro 5G : Dimensity 7050 5G

- realme 11 Pro+ 5G : Dimensity 7050 5G

[ Ram | Storage ]

- realme 11 Pro 5G : 8GB | 256GB

- realme 11 Pro+ 5G : 12GB | 512GB

[ Display ]

- realme 11 Pro 5G และ realme 11 Pro+ 5G

6.7 inches OLED Curved Display | Refresh Rate 120Hz | FHD+ Touch Sampling Rate 360Hz | 10-bit | DCI-P3 100%

[ System & Software ]

- realme 11 Pro 5G : realme UI 4.0 | Android 13

- realme 11 Pro+ 5G : realme UI 4.0 | Android 13

[ Battery & Charging ]

- realme 11 Pro 5G : 5,000 mAh | 67W SUPERVOOC Charge

- realme 11 Pro+ 5G : 5,000 mAh | 100W SUPERVOOC Charge

[ Connectivity & Speakers ]

- realme 11 Pro 5G และ realme 11 Pro+ 5G Super Linear Dual Speaker | USB-C 2.0 | Wifi6 | Bluetooth 5.2

WHAT'S IN THE BOX
  • ตัวเครื่อง realme 11 Pro 5G | realme 11 Pro+ 5G

  • Case กันกระแทกแบบนิ่ม สีต่างกันตามเครื่อง

  • USB-C Cable

  • Adapter Charge 67W | 100W

  • Sim card ejector | Manual Document

DESIGN งานออกแบบ

ในเรื่องของการออกแบบตัวเครื่องนั้น ถือว่าเป็นจุดเด่นหลักของ realme 11 Pro Series ในปีนี้เลยก็ว่าได้ เพราะก่อนหน้านี้ realme Number Series ไม่เคยมีงาน Design ที่สวย และหรูหราขนาดนี้มาก่อน ทั้งในแง่ของวัสดุที่เลือกใช้ และภาพรวมงานออกแบบ

ซึ่งแน่นอนว่า ที่มาที่ไป ของการออกแบบ realme 11 Pro Series นั้นก็ไม่ธรรมดา เพราะได้คุณ Matteo Menotto อดีตนักออกแบบลายพิมพ์และสิ่งทอแห่ง GUCCI มารังสรรค์ให้ โดยได้หยิบ Design Element จาก Luxury Product มาใส่ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทั้ง การเดินด้าย Stitching ของตะเข็บกระเป๋า ไปจนถึง ลักษณะเส้นที่ทอดยาวผ่านกลางเครื่องคล้ายกับซิบกระเป๋าหรู

สีฝาหลังที่แก้วชอบมากที่สุดก็คงจะไม่พ้น สี Sunrise Beige ซึ่งปกติแก้วเองไม่ได้ชอบ Smartphone ที่ใช้สีอ่อนขนาดนี้ แต่กับ realme 11 Pro Series คือ มันอดใจไม่ได้จริง ๆ ครับ นอกจากนั้น ก็ยังมีอีก 2 สีที่สวยไม่แพ้กัน ก็คือ Oasis Green และ Astral Black

โดยที่วัสดุของฝาหลัง ในสี Sunrise Beige และ Oasis Green นั้น จะใช้ Vegan Leather แบบ Premium Lychee Texture ที่ลักษณะพื้นผิวคล้ายลายผิวลิ้นจี่ ซึ่งเมื่อสัมผัสแล้ว จะให้ความรู้สึก หรูหรา เนียนนุ่มมือ นั่นเองครับ

ส่วน Astral Black จะใช้วัสดุเป็น กระจกแบบ AG Glass ป้องกันรอยนิ้วมือได้ดี แบบที่หลายคน จะคุ้นเคยกันจาก Smartphone ระดับเรือธง

สำหรับ Dimension น้ำหนัก และการจับถือตัวเครื่องนั้น ทำออกมาได้ดีทั้ง 2 รุ่นย่อย น้ำหนักตัวเครื่องไม่ถึง 200 กรัม ทั้งที่มี Module กล้องใหญ่ และ แบตเตอรี่ใหญ่ ทำให้การจับถือใช้งานต่อเนื่องนาน ๆ สบายมือ

ความหนาของตัวเครื่อง อยู่ที่ 8.7mm ในสีที่เป็น Vegan Leather และ 8.2mm ในสี Astral Black และสีขอบ ขอบตัวเครื่องจะอ้างอิงจากสีฝาหลังของแต่ละแบบครับ ซึ่งสวยหมดทุกสีเลย ถึงแม้ตัววัสดุของ Frame จะยังเป็นพลาสติกก็ตาม แต่งานประกอบก็ดีมาก ๆ

ปุ่ม Controller ต่าง ๆ จะอยู่ฝั่งขวามือทั้งหมดเลย ทั้ง ปุ่มปรับเสียง และ ปุ่ม Power

บริเวณด้านล่างก็จะเป็นที่อยู่ของ Port USB-C 2.0 | ช่องลำโพง | ไมโครโฟน และ Dual Slot Sim Card Tray หรือถาดใส่ซิมแบบคู่นั่นเองครับ ไม่สามารถใส่ microSD เพิ่มได้นะครับ

DISPLAY : หน้าจอแสดงผล

ในเรื่องของหน้าจอ realme 11 Pro Series 5G ทั้ง 2 รุ่นย่อยนั้น ให้ Spec มาเหมือนกัน โดยจะเป็นหน้าจอ Curved Display หรือหน้าจอโค้งขนาด 6.7 นิ้ว แบบ กล้องหน้าเจาะรูตรงกลาง และมีความหนาของขอบหน้าจอที่บางมากๆ เพียงแค่ 2.33 mm เท่านั้นเอง โดยจะใช้ Panel เป็น OLED ที่มีค่า Refresh Rate 120Hz และ Grade ของหน้าจอค่อนข้างสูงเลย

สำหรับในเรื่องของการใช้งานทั่วไป การเล่น Social Media ใช้งาน Application ในชีวิตประจำวัน ก็เรียกได้ว่า เหลือ ๆ ทั้งคู่ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล การ Touch ติดนิ้วดีมาก แต่ด้วยขอบหน้าจอโค้ง ที่ค่อนข้างบาง ทำให้ในบางครั้ง ยังมีอาการลั่น ให้รู้สึกอยู่บ้างครับ เวลาเล่นในที่มืดก็มีเทคโนโลยี 2160Hz PWM High-frequency Dimming ช่วยลดการกระพริบของหน้าจอ ทำให้สบายตามากยิ่งขึ้นด้วยครับ

เวลาเอาหน้าจอไปใช้งานด้าน Entertainment สีสันของหน้าจอ และ Contrast ก็ดีงามมาก ๆ ใช้งานในการดู Content Streaming ต่าง ๆ Youtube ได้สูงสุดที่ 4K HDR | Netflix 4K HDR และ Platform อื่น ๆ ก็คือ เต็ม Resolution เลยครับ และภาพจะยิ่งสวยขึ้น สีสดขึ้นด้วย Mode Hyper Vision

Color Accuracy หรือ ความแม่นยำในเรื่องสีสันของหน้าจอนั้น ก็อยู่ในระดับที่ไว้ใจได้ มีภาพ RAW File หลายภาพที่แก้วถ่ายเสร็จแล้ว แต่งบน Lightroom Mobile เลย เอาไฟล์ไปเปิดดูในเครื่องอื่น หรือหน้าจออื่น เฉดสีใกล้เคียงกันมาก ๆ

ความสว่างหน้าจอสูงสุดอยู่ที่ 950nits เมื่อเปิด Content แบบ HDR จากการที่แก้วเอาออกไปถ่ายภาพมาตลอดวัน เจอสภาพแสงหลายรูปแบบ ต้องใช้คำว่า นี่ไม่ใช่หน้าจอที่สว่างที่สุดในตลาดระดับกลาง แต่ใช้งานสู้แดดได้ตามปกติครับ แถม เปิดแสงจอสุดต่อเนื่องได้นาน เครื่องไม่ Dimming แสงลงเร็วด้วยนะ

CAMERA : กล้องถ่ายภาพ

ได้เวลามากันที่เรื่องของกล้องถ่ายภาพกันแล้วครับ แก้วบอกเลยว่า เอาจริง ๆ Hardware Sensor กล้องหลัก ถือว่าใส่มาให้ดี แบบจัดเต็มทั้งคู่ แต่ถ้าจะให้สุด ต้องจัด realme 11 Pro+ ไปเลย ไม่มีผิดหวัง ไปรายละเอียดตัวกล้องกันครับ

realme 11 Pro

  • MAIN CAMERA : OVA0B40 OIS f/1.8 100MP | Crop 2x ได้สบาย

  • PORTRAIT DEPTH CAMERA : 2MP f/2.4

realme 11 Pro+

  • Main Camera : ISOCELL HP3 f/1.69 | 4x Zoom Virtual Lossless

  • Ultra wide : 8MP f/2.2 กว้าง 112 ํ

  • Macro : 2MP F2.4

ทั้งคู่ได้รับความร่วมมือในการพัฒนา Software กล้องถ่ายภาพร่วมกับ Lonely Planet หนึ่งในนิตยสารท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก โดยสิ่งที่จะได้เพิ่มเติมเข้ามาก็จะเป็น Filter สีพิเศษ และลายน้ำใหม่ สำหรับรุ่นนี้เลย ซึ่งสวย และเท่มาก ๆ

MAIN CAMERA : กล้องหลัก 200MP | 100MP

งั้นเรามาเริ่มดูจากกล้องหลักของ realme 11 Pro+ กันก่อนเลยนะครับ ซึ่งในปีนี้ทาง realme ก็ได้นำ Sensor คุณภาพสูงที่อยู่ในเรือธงหลายตัว ในปีที่แล้ว และปีนี้ มาใส่ นั่นก็คือ ISOCELL HP3 จากทาง Samsung นั่นเอง โดย Highlight ของ Sensor ตัวนี้คือ ขนาด Sensor ที่ใหญ่ขึ้นถึง 1/1.4 นิ้ว และมี Resolution ภาพที่ใหญ่ ทำให้เราสามารถจะ In-Sensor Zoom ได้คุณภาพที่ดี

ลักษณะโทนสีของภาพจาก Sensor ตัวนี้ใน realme 11 Pro+ นั้น ต้องบอกว่าค่อนข้างจะมีโทนสีที่สด โดยเฉพาะ สีเขียว | สีฟ้า รวมไปถึงรายละเอียดของช่วงสีก็เก็บแต่ละเฉดมาได้ค่อนข้างละเอียดกว่า IMX766 ใน realme 9 Pro+ เมื่อปีที่แล้วได้ชัดเจนมาก ๆ แต่ White Balance ของกล้องจะอมแดงอ่อน ๆ ถ้าเจอสภาพแสงที่ไม่ค่อยดี หรือที่แสงน้อย

ลักษณะการ Process ไฟล์ภาพนั้น จะทำออกมาในลักษณะแบบ สำเร็จรูปพร้อมลง Social เลยก็คือ จะมีการเติม Sharpness ให้ภาพดูคมขึ้น ซึ่งยิ่งเมื่อเป็นภาพที่มาจาก Sensor ความละเอียดระดับนี้ รายละเอียดของพื้วผิวต่าง ๆ จะถูก Boost ขึ้นมาเยอะพอสมควร

Dynamic Range และ Software HDR ทำออกมาได้ค่อนข้างดีเลย เวลาเราถ่ายภาพในที่ร่ม ตัว HDR ช่วยเปิดรายละเอียดของส่วนเงา เพิ่มเติมขึ้นมาให้เราได้ดี ไม่เยอะมากจนเกิน หรือเวลากลางแจ้ง ก็ช่วยดึงรายละเอียดในส่วนท้องฟ้าของภาพกลับมาได้ดีมาก

อีกหนึ่งสิ่งที่ realme 11 Pro+ 5G ทรงพลังกว่า realme 11 Pro 5G และทรงพลังกว่า Smartphone Mid Range ในปีนี้หลายตัว ก็คือ การใช้งาน In-Sensor Zoom ที่ได้ระยะค่อนข้างไกลมาก อยู่ที่ 4x แบบ Lossless ทำให้เสมือนว่า มีกล้อง Telephoto ระยะ 2x | 4x อยู่ในชุดกล้องหลังไปโดยปริยาย

แต่แก้วก็ต้องบอกเอาไว้ก่อนนะครับ มันไม่สามารถเอาไปเทียบกับ กล้อง Telephoto ในระยะ นั้น ๆ ตรง ๆ ได้ แต่ก็เพียงพอที่จะใช้งานในการถ่ายภาพเพื่อมาลง Social Media หรือฝึกการถ่ายภาพในระยะต่าง ๆ อย่างจริงจังได้สบาย

ระยะที่แก้วใช้งานค่อนข้างบ่อย ก็จะเป็นระยะ In-Sensor Zoom 2x ซึ่งแน่นอนว่า ได้คุณภาพไฟล์ที่ดีกว่า 4x พอสมควร และเป็นระยะที่ค่อนข้างอเนกประสงค์ จะเอาไปใช้ในการถ่ายภาพอาหาร ก็ค่อนข้างเหมาะเลย ได้สัดส่วนที่สวยงาม สมจริง

หรือ จะเอามาใช้ถ่ายใน Shot ที่เป็น Close up อีกหน่อย เพื่อสร้าง Depth of field ในการละลายฉากหลัง ด้วยขนาด Sensor HP3 ที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้การเบลอหลังนั้น เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า IMX766 พอสมควรครับ

ทีนี้เรามาต่อกันที่กล้องหลักของ realme 11 Pro 5G ตัวเริ่มต้นกันบ้างนะครับ โดยจะใช้ Sensor ของทาง Omnivision ในรุ่น OVA0B40 ซึ่งจะมีขนาด Sensor ที่เล็กกว่า นิดหน่อย แต่มี Resolution อยู่ที่ 100MP ใกล้เคียงกับ realme 10 Pro+

ในแง่ของคุณภาพไฟล์ และโทนสีภาพนั้น ถือว่าค่อนข้างแตกต่างจาก realme 11 Pro+ ชัดเจน โดยโทนสีของ realme 11 Pro 5G นั้น ค่อนข้างที่จะไปในทางสีเหลืองกว่า และมีการ Process ไฟล์ภาพมากกว่าเล็กน้อย

Dynamic Range ของกล้องนั้นถือว่า ทำออกมาได้ใกล้เคียงกับ realme 11 Pro+ เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว คือ ส่วน Midtone และ Highlight ของภาพ จะได้ Detail ที่ค่อนข้างดี แต่ Shadow อาจจะเข้มหน่อย แนะนำให้เปิด Auto HDR ทิ้งเอาไว้ตลอดจะดีกว่าครับ

ในแง่ของการ In-Sensor Zoom นั้น ไม่ใช่ว่า realme 11 Pro 5G ที่ใช้ Sensor ที่ด้อยกว่าจะทำไม่ได้นะ แต่จากความเห็นของแก้ว ระยะ Lossless ที่เหมาะสมกับ Sensor 100MP นั้น คือ ไม่เกิน 3x ที่ 2x จะดีที่สุดครับ ซึ่งเอาจริง ๆ ก็ค่อนข้างเพียงพอแล้ว

มากันที่ Depth of field ของกล้องหลักจากทั้ง 2 รุ่นย่อยนี้กันบ้างครับ ด้วยความที่ขนาด Sensor HP3 ใน realme 11 Pro+ นั้นมีขนาดที่ใหญ่กว่า ทำให้เราพอจะเห็นความต่างได้ชัดเจนประมาณหนึ่ง ในแง่ของการละลายฉากหลัง

แต่ไม่ใช่ว่า realme 11 Pro ละลายไม่ได้เลยนะ แค่ต้องเข้าใกล้หน่อย แล้วก็อาจจะใช้การ In-Sensor Zoom ช่วยก็ได้ครับ

เอาไปถ่ายภาพดอกไม้ ถ่ายภาพเครื่องประดับเล็ก ๆ ก็ถือว่าโอเคทั้งคู่เลยครับ

PORTRAIT PHOTOGRAPHY : การถ่ายภาพบุคคล

ทีนี้เรามาต่อกันที่การถ่ายภาพ Portrait ใน realme 11 Pro Series ทั้ง 2 รุ่นย่อยนี้กันบ้างนะครับ ซึ่งต้องบอกว่า พอมาถึงจุดนี้แล้ว ความต่างของทั้ง 2 รุ่นนี้ จะเริ่มห่างออกจากกันชัดเจนแล้ว ไม่ใช่แค่ในแง่ของ Hardware แต่ไปถึง Software กันเลยทีเดียว

ใน realme 11 Pro+ นั้น ใน Mode Portrait เราสามารถเลือกระยะในการถ่ายได้ 2 ระยะด้วยกัน คือ 1x | 2x หรือประมาณ 23mm | 48mm ทำให้สามารถที่จะใช้ประโยชน์จาก Virtual Focal Length ตรงนี้ ในแง่ของการได้สัดส่วนของตัวแบบที่สมจริงได้มากกว่า

ในขณะที่ realme 11 Pro ที่ใช้ Sensor ความละเอียด 100MP นั้น ไม่มี Portrait ในระยะ 2x มาให้ ซึ่งส่วนตัวแล้วแก้วคิดว่า Sensor ความละเอียดขนาดนี้ มันเพียงพอต่อการ Crop Zoom แล้ว น่าจะใส่มาให้เป็นพื้นฐานไปเลยทั้งคู่ น่าจะดีนะครับ

ซึ่งเมื่อได้ลองเอา realme 11 Pro 5G มาลองถ่ายภาพ Portrait แล้ว ยิ่งน่าเสียดายเข้าไปใหญ่ เพราะว่า ทั้งคุณภาพไฟล์ และโทนสี มันทำได้ดีมากทีเดียว เผลอ ๆ ในเรื่องของ Skintone แก้วแอบจะชอบสีผิวของ realme 11 Pro 5G ที่มีความอมเหลืองนิด ๆ มากกว่า realme 11 Pro+ 5G ที่จะออก ติดแดง ๆ ซะอีก

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในภาพรวมแล้ว ถ้าจะ Focus ที่การถ่ายภาพ Portrait จริง ๆ realme 11 Pro+ 5G ยังทำได้ดีกว่าอยู่มากในเกือบทุกแง่เลย เอาจริง ๆ แค่ถ่าย Portrait 2x ได้ มันก็แสดงความต่างออกมาพอสมควรแล้ว ไหนจะมี Filter สีสวย ๆ สไตล์ realme ให้เราได้เอามาปรับใช้กันอีกนะครับ

สำหรับในเรื่องของการตัดขอบละลายฉากหลัง ด้วย Software Depth of field ต้องบอกว่าทำได้ดีทั้งคู่ครับ สามารถจะตัดขอบได้ค่อนข้างเนียนตา ทั้งในสภาพแสงปกติ และสภาพแสงที่ค่อนข้างยาก

ใน realme 11 Pro 5G มี เลนส์ Depth Camera มาช่วย ถึงแม้ใน realme 11 Pro+ 5G จะไม่มี แต่ผลลัพท์นั้น ไม่ต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญอะไรครับ

การเบลอฉากหลัง มีการไล่ระดับจากระยะตื้นสุด ไปที่ไกลสุด ได้สวยงาม และดูเป็นธรรมชาติมากทีเดียว เหมือนกับการมีกล้อง Telephoto 2x ระยะ 50mm จริง ๆ เลย จุดนี้ทำได้ดีมาก ๆ

เวลาถ่ายภาพ Portrait แบบย้อนแสง แก้วค่อนข้างแนะนำให้ใช้ระยะ 1x + HDR มากกว่า 2x เนื่องจากว่า มีหลายครั้งที่ เวลาใช้ Crop 2x เข้าไปแล้ว เกิดอาการ Out Focus จากใบหน้า ซึ่งคิดว่า น่าจะมาจาก จำนวนจุดโฟกัสมันหายไปพอสมควร จากการ In-Sensor Zoom แล้วมาย้อนแสงขาว ๆ อีก


แต่ก็มีข้อจำกัด และปัญหา ที่แก้วเจอจากการใช้งาน Portrait ในระยะ 2x อยู่บ้างเล็กน้อย เรื่องแรกคือ เมื่อเราต้องถ่ายภาพ Portrait ในสภาพแสงที่ไม่ค่อยดีนัก เช่น ช่วงกลางคืน หรือในที่ร่มที่แสงน้อย เวลาเราใช้ระยะ 2x จะพบว่า จุดรบกวน หรือว่า Noise จะเกิดได้ค่อนข้างง่าย และ Software Noise Reduction ของ realme 11 Pro+ ไม่ได้จูนมาเน้นความใส แต่เน้นเก็บ Detail ให้ได้มากที่สุด

อีกหนึ่งปัญหาที่เจอก็คือ เวลาเราเลือกวางตัวแบบเอาไว้ใน Scene ที่มีสีแดง เข้ม ๆ หรือสีโทนร้อนเป็นฉากหลัง White Balance ของตัวกล้อง จะเพี้ยนไปปรับ Skintone ให้ออกมาติดม่วงอยู่เล็กน้อย ซึ่งจริง ๆ เป็นปัญหาที่เรามาแก้ทีหลังได้ไม่ยาก แต่หลายครั้งแอบทำให้เสียอรรถรสเวลาถ่ายภาพอยู่เหมือนกันครับ คิดว่าใน Software ขายจริง คงจะแก้ปัญหาเหล่านี้มาให้ครับ

การถ่ายภาพ Portrait ในที่แสงน้อย ความต่างระหว่าง 2 รุ่นย่อยนี้เริ่มชัดเจนขึ้นอีกครั้ง เมื่อ realme 11 Pro+ สามารถรับแสงและจัดการ Noise ได้ดีกว่า เมื่อเทียบกันที่ระยะ 1x

ในขณะที่ realme 11 Pro 5G นั้น จะเริ่มเจอ Noise และต้องใช้เวลาในการลากชัตเตอร์ นานกว่าประมาณ 1 วินาทีเลย ซึ่งถ้าเรามือสั่น ก็มีโอกาสที่ภาพจะมี Motion Blur ได้ด้วยนะครับ

ทำให้เวลาจะถ่ายภาพกลางคืนใน realme 11 Pro 5G เราจำเป็นจะต้องหาแหล่งกำเนิดแสงให้เพียงพอ

และ อย่างที่แก้วบอกไปตอนแรกว่า ถ้า เราอยากใช้ Portrait 2x ใน realme 11 Pro+ ในที่แสงน้อย ให้ระวังเรื่อง Ambience Light โดยรอบตัวแบบดี ๆ เพราะ White Balance ยังไม่ค่อยนิ่ง ใน Software เครื่อง Test มากเท่าไหร่นักครับ

ULTRA WIDE ANGLE : กล้องมุมกว้างพิเศษ 8MP

เรามาต่อกันที่กล้องตัวต่อไปกันนะครับ นั่นก็คือ กล้อง Ultra Wide Angle มุมกว้าง ความละเอียด 8MP นั่นเอง โดยกล้องตัวนี้จะมีอยู่ใน realme 11 Pro+ 5G เท่านั้นนะครับ มีองศาในการรับภาพ กว้างระดับกลาง ๆ อยู่ที่ 112 ํ

สำหรับโทนสีของกล้องตัวนี้ ทำออกมาได้ค่อนข้างใกล้เคียงกับกล้องหลักพอสมควร จะมีในบางครั้งที่สภาพแสงเปลี่ยน แล้วสีของภาพ อาจจะติดอมเหลืองมากขึ้นกว่ากล้องหลักอยู่เล็กน้อย และ เฉดสีที่ค่อนข้างสด ก็เหมือนในกล้องหลักเลย คือ สีฟ้า | เขียว

ในเรื่องของ Distortion และความฟุ้งตามขอบภาพ ถือว่าทำได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ ของ Smartphone ระดับกลางที่ใช้กล้อง Ultra Wide Angle 8MP เลย เพราะว่า ขอบภาพไม่เบี้ยว ยืดตาม Perspective ของระยะเลนส์ตามปกติ และ ตามขอบภาพทั้ง 4 มุม อาการฟุ้งน้อยมาก ประมาณ 2-3% เท่านั้นเอง

สำหรับ Dynamic Range ของกล้องตัวนี้ เมื่อทำงานร่วมกับ HDR แล้ว ถือว่ากว้างใช้ได้เลย สามารถจะถึงเอารายละเอียดในส่วน Highlight กลับมาได้ แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่ก็คือ ถ้าภาพที่เราถ่ายนั้น มีส่วน เงาในภาพจำนวนมาก ให้ควบคุมแสงดี ๆ เพราะถ้า HDR ไปขุดส่วน Shadow ขึ้นมา เนื้อไฟล์ในส่วนนั้น ไม่ค่อยดีนัก

เวลาถ่ายภาพย้อนแสงก็ทำได้ค่อนข้างน่าประทับใจเลย ส่วนฉากหน้าไม่มืด ยังมี Detail และความสว่างที่ดี ส่วนท้องฟ้า ก็ยังได้รายละเอียดของพื้นผิวก้อนเมฆต่าง ๆ มาครบถ้วน และที่สำคัญที่สุด อาการ Optical Aberration ไม่มีเลย ขอบเขียว ขอบม่วง ไม่โผล่มาให้กวนใจ

MACRO PHOTOGRAPHY

แน่นอนว่า จากในทั้ง 2 รุ่นย่อยนั้น จะมีเพียง realme 11 Pro+ 5G เท่านั้น ที่จะมีกล้อง Macro Camera 2MP มาให้ ซึ่งคุณภาพของกล้องตัวนี้ ก็ถือว่าตามมาตราฐาน ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นนัก แก้วเลยแนะนำเหมือนเดิมครับ ให้ใช้กล้องหลัก ในการ Crop Zoom ตามระยะ Lossless เข้าไปเลย

realme 11 Pro 5G ก็ In-Sensor Zoom เข้าไปเลย 2x แล้วเคลื่อนกล้องเข้าไปใกล้ ๆ

ส่วน realme 11 Pro+ 5G ก็ได้เปรียบหน่อย เพราะ In-Sensor Zoom 4x แบบ Lossless ได้สบาย ได้ทั้ง Depth of field ได้ทั้งรายละเอียดจากการ Zoom เข้าไปใกล้ เรียกได้ว่า realme นี่ใช้ Sensor กล้องหลัก ได้คุ้มค่าสุด ๆ จริง ๆ

STREET MODE 4.0

เรามาต่อกันที่ Street Mode กันบ้างครับ ซึ่งเป็น Mode การถ่ายภาพเฉพาะ ที่มีให้ใน realme เท่านั้น โดยจะทำหน้าเสมือนเป็น กึ่ง Pro Mode ที่เราสามารถปรับตั้งค่าสิ่งต่าง ๆ ได้มากกว่าใน Mode Auto ปกติ แต่ก็ยังคงความง่าย และมีตัวช่วยมาให้แบบจัดเต็ม

Features แรกที่ถูกใส่เข้ามาให้ใหม่ใน Street Mode 4.0 ของ realme 11 Pro Series ก็คือ Auto Zoom เมื่อเรา Active ฟีเจอร์นี้แล้ว ทุกครั้งที่เรามีการ แตะที่หน้าจอเพื่อเลือกตำแหน่งโฟกัส AI ของกล้อง จะทำการ Zoom และ Re-compose ไปที่ Subject นั้นให้เราอัตโนมัติ ซึ่ง สะดวกมาก

และ แน่นอนครับ การมาของ Lonely Planet นิตยสารภาพถ่ายชื่อดัง คงไม่ได้มาเปล่า ๆ พวกเขายังได้หยิบ Filter สีสวยๆ ที่เหมาะกับการถ่าย Street และ Urban Photography มาด้วย ทั้งหมด 3 สไตล์ ได้แก่ Cinematic | Crisp | Tranquil

นอกจากนั้น จะแนบลายน้ำสุดเท่ แบบใหม่ ที่เป็นการ Collaboration ของทั้ง 2 แบรนด์มาให้เราได้เลือกใช้งานกันด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว แก้วค่อนข้างชอบเลย แต่มักจะเลือกใช้กับภาพที่ Detail น้อย ๆ จะได้ไม่ไปกวนสายตากันเวลาชมภาพ

NIGHT TIME PHOTOGRAPHY

ผ่านพ้นการถ่ายภาพในช่วงกลางวันกันมาเรียบร้อย เรามาต่อกันที่ การถ่ายภาพกลางคืนกันบ้างดีกว่า สำหรับ realme 11 Pro Series นั้น มี Night Mode ให้เราใช้งานกันทั้งคู่เลย และทั้งคู่ยังสามารถใช้งาน Night Mode ด้วยกล้องหลัก ได้ 2 ระยะเลย ก็คือ 1x | 2x

เอาจริง ๆ ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนอาทิตย์ตก โดยที่ยังมีแสงของท้องฟ้าชัดเจนอยู่ เรายังไม่จำเป็นต้องเข้า Night Mode ก็ได้ ให้ใช้ Mode Auto ปกติแทน จะได้ไฟล์ภาพที่ดูธรรมชาติกว่า และอัด Sharpness น้อยกว่าด้วยครับ

ลักษณะการ Process ไฟล์ภาพใน Night Mode นั้น ต้องบอกว่า ถ้ารู้สึกว่าภาพตอนกลางวัน Sharpness หนักแล้ว กลางคือ หนักกว่าพอสมควร แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ Noise Reduction จะทำงานชัดเจนมากกว่าการถ่ายใน Mode Auto ปกติ

ความสว่างของภาพเวลาใช้งาน Night Mode จะถูกเฉลี่ยออกมา ให้สว่างเท่า ๆ กัน มีการถึงแสง Highlight กลับมา ทำให้เห็น Detail ของหลอดไฟ และหน้าต่างของตึกได้ชัดเจน เหมือนกันทั้ง 2 รุ่นย่อย ระยะเวลาในการลากชัตเตอร์ก็พอ ๆ กัน ประมาณ 1-2 วินาที แล้วแต่ สภาพแสง

รวมไปถึง จะยัง Filter สีสันให้เราเลือกมาใช้งานได้เหมือนเคย ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว แก้วก็ใช้อยู่ไม่กี่อันหรอก ไม่ Flamingo ก็ Modern Gold

อีกหนึ่ง Features ที่สร้างความต่างให้กับทั้ง 2 รุ่นย่อยนี้ก็คือ Long Exposure นั่นเองครับ ซึ่งมีให้เฉพาะรุ่น realme 11 Pro+ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นถ่ายน้ำให้ดูพริ้วไหว หรือลากเส้นไฟสวย ๆ ก็มีให้ใช้งาน ซึ่งสามารถถือถ่ายแบบ Handheld ได้เลยนะครับ

ปิดท้ายกันด้วย Mode ใหม่ที่ Surprise แก้วมาก ไม่คิดว่า realme จะใส่เข้ามาให้ ก็คือ Starry Pro หรือว่า Mode ถ่ายดาวนั่นเองครับ โดยจะเป็นการลากชัตเตอร์ต่อเนื่อง เพื่อเก็บรายละเอียดของท้องฟ้าเข้ามา โดยถึงแม้ว่า ทาง realme จะบอกว่าใช้มือเปล่าได้ แต่แก้วแนะนำว่า เพื่อผลลัพท์ที่ดีกว่า ใช้ ขาตั้งกล้องดีที่สุดครับ

และปิดท้าย Night Mode ด้วย การถ่ายภาพดวงจันทร์ ที่หลาย ๆ คนขอกันมา ว่า Zoom ได้ขนาดนี้ จะถ่ายได้ชัดแค่ไหน ? ด้วยช่วงเวลาที่แก้วถ่ายมา ดวงจันทร์ไม่เต็มดวง ใช้การ Digital Zoom ไปที่ 20x

RAW FILE PERFORMANCE : ประสิทธิภาพของ RAW File

realme 11 Pro Series ทั้ง 2 รุ่นย่อย สามารถจะใช้งานการถ่าย RAW File ได้เหมือนกัน โดยจะถูกจำกัดเอาไว้ที่กล้องหลักเพียงตัวเดียวเท่านั้น ซึ่งก็เข้าใจได้ เพราะ Sensor Ultra Wide Angle มันก็ไม่ได้หวือหวาอะไร แต่ต้องบอกว่า คุณภาพ RAW File ของทั้ง 2 ตัว คือ ดีงามมาก

ความยืดหยุ่นในการจะดึงรายละเอียดในแต่ละย่านความสว่างกลับมา ทั้งส่วนที่เป็น Highlight ส่วนที่เป็น Shadow ทำได้ค่อนข้างดีเลย กด Highlight ลงไปได้จนสุดโดยไม่เกิด Artifact

แต่ในส่วน Shadow ต้องบอกว่า ถ้าขุดหนัก ๆ จะเจอ Color Noise ตามส่วนมืดได้ง่ายพอสมควร แต่ถ้าใครทำไฟล์เป็น ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรครับ

ฉะนั้น ถ้าเราไม่ได้เป็นคนที่เชี่ยวชาญในเรื่องของ RAW File มากนัก ให้หลีกเลี่ยงการถ่าย Source File มาแบบติด Under เยอะ ๆ หรือใช้ ISO ที่ต่ำจนเกินไป พยายามวัดแสงในส่วนที่เป็น Midtone ของภาพ ก็จะช่วยให้ได้ไฟล์ภาพที่เอามาทำต่อได้ง่ายขึ้นครับ

FRONT CAMERA : กล้องหน้าความละเอียด 16MP

สำหรับกล้องหน้าความละเอียด 16MP นั้น จริง ๆ เป็นความละเอียดที่อยู่คู่กับ realme มายาวนาน แต่ก็ยังมีลูกเล่นในเรื่องของกล้องหน้ามุมกว้างเข้ามาทดแทน และทำได้ดีด้วยนะ เพราะมันกว้างขนาดที่ ถ่ายหลาย ๆ คนเข้ามาใน Frame เดียว เป็น Group Selfie ก็ได้ หรือจะถ่ายให้เห็นทั้งตัวสำหรับคน คนเดียวก็ทำได้สบาย

Skintone ในกล้องหน้า ถ้าให้พูดตรง ๆ แก้วชอบกว่าในกล้องหลังอีก มันมีความใส ความเนียน โดยที่เรายังไม่ต้องเปิด Beauty Mode ขึ้นมาใช้งานด้วยซ้ำ

การละลายฉากหลังในกล้องหน้า Software ได้รับการปรับปรุงมาจาก Generation ก่อน ๆ ค่อนข้างเยอะ ทำให้จะมีการไล่ระดับการละลายฉากหลังเหมือนกับในกล้องหลังแล้ว และสามารถตัดขอบได้ค่อนข้างดีด้วยนะ

นอกจากนั้นก็มี Filter สีสันต่าง ๆ ให้ได้ลองเอามาใช้งานกัน แก้วจะบอกว่า Filter สีขาวดำในกล้องหน้าคือดีงามมาก ไม่แพ้กับ ขาวดำใน Street Mode เลยล่ะครับ

VIDEOGRAPHY : การถ่ายวีดีโอ

สำหรับ realme 11 Pro Series นั้น ความละเอียด Video สูงสุดที่ถ่ายได้ ในทั้ง 2 รุ่นย่อยคือ 4K 30fps โดยที่กันสั่นแบบ OIS นั้นจะทำงานตลอดเวลา แต่ต้องบอกว่า กันสั่น OIS นั้น อาจจะไม่ได้นิ่งมาก เมื่อเพียบกับคู่แข่งในตลาดที่เป็นสาย Video โดยตรง แต่ไม่แย่เลย คุณภาพไฟล์ Video ถือว่าดีมาก Bitrate 4K 30fps อยู่ที่ 52mbps ซึ่งถือว่าชน ๆ กับ Flagship ในปีนี้หลายตัว

แต่ฟีเจอร์ด้าน Video นั้น อาจจะไม่ได้หวือหวามาก มีแค่ Basic เท่านั้น แต่จะได้สัดส่วน พิเศษ 21:9 ใน Mode Movies มา แต่จะไม่ได้ LOG File มาด้วยนะครับ ถ่ายได้แค่ MP4 ที่ใส่ Picture Profile มาเรียบร้อยแล้วเท่านั้นครับ


และน่าเสียดายที่สุดเหมือนเดิมครับ กล้องหน้า อุตส่าห์ได้มุมกว้างมาแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยัง Full HD 30fps อย่างน้อยขอสัก 60fps ก็ยังดี ><

PERFORMANCE : ประสิทธิภาพตัวเครื่อง

ประสิทธิภาพของตัวเครื่อง realme 11 Pro Series 5G นั้น ทั้ง 2 รุ่นย่อยถือว่า พอ ๆ กัน จะแตกต่างกันเพียงส่วนของ RAM ที่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งาน ว่าจะซื้อมาที่ Spec ไหน ส่วนตัวแก้ว ได้ลองทั้ง RAM 8GB และ RAM 12GB ในแง่ของการใช้งานทั่วไปนั้น ไม่รู้สึกแตกต่างอะไรได้ชัดเจนนัก

เวลาใช้ในการถ่ายภาพ เวลาในการประมวลผลก็ใช้พอ ๆ กัน การขึ้นภาพ Preview ก็ทำได้เร็วพอกัน ไม่เกิน 1 วินาทีภาพก็ขึ้นมาให้ดูแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใน Mode Hi-Res หรือไม่ก็ตาม

แต่จะเริ่มสัมผัสความแตกต่างได้เมื่อเราเล่นเกม ที่เป็นประเภท RPG หรือเกมที่กินทรัพยากรเครื่องเยอะ ๆ มีฉาก มีอะไรต้อง Pre-Loading ขึ้นมาก่อน เครื่องที่มี RAM 12GB จะเล่นได้ Smooth กว่า และ โหลดฉากต่าง ๆ ได้เร็วกว่าเล็กน้อยครับ

สำหรับกราฟิกของเกมที่แก้วเล่น ก็จะได้แก่ Ragnarok Origin อยู่ที่ High | Ultra แล้วแต่ฉาก ถ้าฉากไหนละเอียด Frame Rate อาจจะไม่ได้ 60fps นิ่ง ๆ นะครับ

ส่วนอีกเกม อย่าง Honkai Starail จะได้อยู่ที่ High เกือบทุกอย่าง แต่ Shadow ต่ำ ก็จะได้ที่ 60fps เช่นเดียวกันครับ

สำหรับในเรื่องของ Battery Life และ SOT ถ้าเป็นวันที่ใช้งานทั่วไป ไม่ได้ถ่ายภาพเยอะ หรือเอาหน้าจอไปเจอแดดแรง ๆ เยอะ สามารถจะใช้งานได้ต่อเนื่อง SOT ประมาณ 8 ชั่วโมง ++ แต่ถ้าเป็นวันที่ถ่ายภาพเยอะหน่อย ก็จะลดลงมาประมาณ 1 ชั่วโมงอยู่ที่ 7 ชั่วโมงนิด ๆ ครับ และด้วยความเร็วในการชาร์จไว กำลังไฟ 67W | 100W ทำให้ถึงแม้ว่าจะแบตเตอรี่หมด ก็ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวชาร์จก็เต็มแล้ว ใช้งานไม่สะดุดแน่นอน

 
OVERVIEW & OPINION

ต้องบอกว่า มีหลายคนที่ผิดหวังกับ realme 10 Pro Series 5G เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วกันไปค่อนข้างเยอะ เพราะว่าไม่ค่อยมีอะไรใหม่ และมีหลายอย่างที่เคยทำได้ดีมากใน realme 9 Pro+ 5G ที่ถูกตัดออกไป แต่การกลับมาของ realme 11 Pro Series 5G ในปี 2023 นี้ กลับมาล้างความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้หมดเลย ด้วย Hardware ตัวเครื่อง และตัวกล้อง ที่เรียกได้ว่า เต็มกว่านี้ คงจะขายราคานี้ไม่ได้แล้ว

Software กล้องถ่ายภาพ ที่จัดหนัก จัดเต็มเหมือนเดิม มารอบนี้ยังได้ Sensor ความละเอียดสูง มาพัฒนาช่วมกับ AI In-Sensor Zoom ทำให้ การ Digital Zoom บน Sensor แบบไม่มีเลนส์ Telephoto มารองรับ ได้คุณภาพไฟล์ที่ดีเกินคาด และยังมีลูกเล่นใหม่ ๆ ทั้ง Portrait ที่ถ่ายในระยะ 2x ได้ และ Filter กับลายน้ำสุดหล่อจาก Lonely Planet ทำให้งานภาพนิ่งนั้น หายห่วงได้เลย แต่ที่รู้สึกว่า ยังเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ Videography ยังไม่ค่อยโดดเด่น ผ่านเกณฑ์ที่เรียกว่า สมค่าตัว แต่แก้วคิดว่า ถ้าได้กล้องหน้า 4K 30fps เมื่อไหร่ ? realme Number Series จะไม่ใช่แค่ทำให้คู่แข่งระดับเดียวกันต้องคอยระวัง แต่อาจจะทำให้ Flagship ที่ชอบกั๊กกล้องหลาย ๆ รุ่น ต้องฝันร้ายกันเลยทีเดียว

ราคาวางจำหน่าย realme 11 Pro Series 5G ทั้ง 2 รุ่นย่อยดังนี้
  • realme 11 Pro+ 5G วางจำหน่าย 1 ความจุ 12+512 : 16,999 บาท

  • realme 11 Pro 5G วางจำหน่าย 1 ความจุ 8+256 : 12,999 บาท

 
0 ความคิดเห็น

Comments


bottom of page